top logo

บทความ

ภาพประกอบ : thebookof


เที่ยวญี่ปุ่นได้แบบไม่ง้อทัวร์

Post by Admin,May 23, 2019.
Japan Travel

: Hit Web Stats

อากาศเมืองไทยมันร้อน ลองหนีมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นดูมั้ง จริงๆผมพอมีวันหยุดพักร้อนเหลือนิดหน่อย นี้ก็หน้าร้อนแล้ว หยิบมาใช้สักหน่อยจะเป็นไรไป เช็คสภาพอากาศแล้วที่ญี่ปุ่นช่วงเดือนพฤษภาคมก็เป็นฤดูใบไม้พลิ เลยช่วงมีดอกซากุระบานไปแล้ว



แต่ไม่เป็นไรสภาพอากาศกำลังดี จัดของแล้วออกเดินทางกันเลยดีกว่า ผมออกเดินทางจะเป็นช่วงวันหยุดออกเดินทางวันศุกร์ช่วงประมาณห้าทุ่ม ถึงญี่ปุ่นเอาเช้าประมาณแปดโมงเช้า ที่เหนื่อยสุดคือต้องไปรับรถเช่า เพื่อขับรถไปที่โรงแรม Fuji kawaguchiko hotel century


เช่ารถของ Toyota rent a car จากที่ไทยแล้วมารับรถเช่าที่ญี่ปุ่นได้เลย หลังจากลงเครื่องที่สนามบินนาริตะ ไปรถเมล์ของบริษัทเพื่อไปรับรถด้านนอกสนามบิน



ไปถึงแล้วรอเช็ครถนิดหน่อยเซ็นเอกสารรับรถให้เรียบร้อย ถ้าใครเคยใช้บริการรถเช่าที่ไทย ไปที่ญี่ปุ่นก็จะคล้ายๆกัน ใช้ภาษาอังกฤษก็พอครับ รับรถแล้วก็ออกเดินทางตรงไปยัง Fuji kawaguchiko เพื่อดูภูเขาไฟฟูจิกันเลย go go





อาหารมื้อแรกที่นี้ก็ง่ายๆ ซื้อจากสนามบินไปทานในรถกันเลยเพราะไม่มีเวลาแล้วนัดรับรถเก้าโมงกว่าๆ กินข้าวปั้นแทบติดคอ555 เกือบลืมบอกไปห้องน้ำที่ญี่ปุ่นเป็นแบบอัตโนมัติ มีปุ่มกดฉีดชำระปนับความแรง หนักเบาได้ตามความพอใจ



ตดดังอายมีปุ่มกดเสียงเพลงให้ด้วยนะ แต่ผมยังไม่เคยได้ยินใครกดซักที 55 ปุ่มกดน้ำก็แยกออกมามีทั้งเป็บแบบเซ็นเซอร์กดเมื่อสัมผัสหน้าจอและแบบปุ่มหมุนหรือปุ่มกด ที่สำคัญไม่มีถังขยะในห้องน้ำ เขาให้ทิ้งทิชชู่ลงในชักโครกเลย แปลกจังไม่กลัวมันตันเหรอ บ้านเรายังห้ามเลยเพราะกลัวชักโครกตัน ผมว่าอาจเพราะว่าเขามีระบบแรงดันน้ำดีมั้ง เพราะพวกนี้เป็นกระดาษเยื้อบางๆย่อยสลายง่าย ขายง่ายมากแค่มือเปียกๆสัมผัสโดนก็ขาดติดมือแล้ว555


ห้องน้ำห้องท่าสะอาดสะอ้านมากครับ แตกต่างจากบ้านเราลิบลับ และเขาจะมีคนมาทำความสะอาดตลอด


กลับมาที่การเดินทางกันดึกว่าออกจากสนามบินนาริตะ ประมาณสิบโมง ขับรถออกมาชิวๆครับ รถไม่เยอะเหมือนบ้านเรา ใครขับรถบ้านเราได้ขับรถที่ญี่ปุ่นได้เหมือนกัน ลืมบอกอีกอย่างเบรคมือบ้านเค้าอยู่ซ้ายสุดของคนขับด้านล่าง ตรงกับที่วางเท้าบ้านเรานะครับ ผมหาตั้งนาน จนต้องถามเจ้าหน้าที่555 เดี๊ยวขับออกไม่ได้



การเดินทางมันไกลครับ น้ำมันเติมมาเต็มจริงแต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แวะจุดพักรถกันหน่อย จุดพักรถที่นี้หรูหรามาก คนญี่ปุ่นมาเต็มเลย คนไทยก็เยอะครับ แต่เวลาสั่งอาหารต้องใช้เครื่องสังอาหารนะครับ ไม่ใช่เดินไปที่เค้าเตอร์แล้วสั่งเลย ต้องไปจิ้มที่เครื่องเพื่อเลือกอาหารที่ต้องการซะก่อน พอได้แล้วก็ใส่เงินเข้าไปเพื่อรับตั๋ว เหมือนเราซื้อตั๋วรถไฟที่ bts ยังไงยังงั้นเลย เสร็จแล้วรอครับ รอที่หน้าจอขึ้นหมายเลขแล้วเราก็ไปรับของที่สั่งได้ นึกถึงเวลาไปสั่งไก่kfcกินยังไงยังงั้น


นอกจากนี้มีน้ำดื่มฟรีครับ จะเป็นน้ำร้อนน้ำเย็น หรือแม้แต่ชาเขียวก็ฟรี เพียงแค่ไปกดปุ่มที่ตู้กดเท่านั้นเอง ทานได้ไม่อั้น ระวังปวดฉี่ก็พอครับ555

ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำดื่มเลย เพราะว่ามีตู้หยอดเหรียญเต็มไปหมดทุกที่ที่เดินทางไปเลย ไม่ว่าจุดพักรถ ร้านอาหาร ทางเดิน แม้แต่ในห้างร้านต่างๆก็มี สิ่งที่ต้องมีคือเหรียญ แต่ที่น่าเสียดายคือเหรียญ5เย็น และ1 เย็นใช้ไม่ได้ ซึ่งทอนมาเยอะมาก เอาไปบริจากวัดอย่างเดียว

อีกอย่างทีลืมไม่ได้เลยคือ ร้านไอติม มีอยู่มุกหนทุกแห่งเลย ไปที่ไหนก็เจอขนาดอากาศหนาวๆแบบนี้ร้านไอติมก็มีเพียบเลยครับ และคนขายก็น่ารักซะด้วย กว่าจะถึงก็ประมาณบ่ายสามโมง ลุ้นว่าจะเห็นภูเขาไฟฟูจิไหม แต่ที่เจอคือ...

เมฆมากมองไม่เห็นอะไรเลย. แงๆๆๆ อุตส่าห์เดินทางมากไกลตั้งกะเมืองไทย ดันมองไม่เห็นอะไรเลย คือไรฟะ!! ช่างเหอะพรุ่งนี้ยังมี เอาไว้ตอนเช้าๆตื่นมาลุ้นกันอีกทีก็แล้วกัน แต่ก่อนอื่นมาญี่ปุ่นทั้งทีจะไม่มาออนเซ็นหน่อย เหมือนจะมาไม่ถึงนะ

ออนเซ็นที่พักมีสองชั้นคือชั้น1 และชั้น7 ซึ่งแบ่งชายหญิงสลับกันคือ ผู้ชายชั้น7 ส่วน ผู้หญิงชั้น1 ตอนเช้า ส่วนตอนเย็นผู้ชายชั้น1 ผู้หญิงใช้ชั้น7 เป็นต้น

มีที่สำหรับอาบน้ำสระผม เค้าไม่ให้อาบและสระในอ่างนะครับ วันแรกไม่ได้เข้านะครับ เพราะต้องจัดของเข้าห้อง เหนื่อยเลย ปั่นจักรยานชมวิวแล้วก็หลับเลย หมดไป1วัน วันที่สองตื่นเช้าเลย ตีสี่เกือบตีห้า แปลกมากสว่างโล่เลยยย ตีสี่กว่าๆพระอาทิตย์ขึ้นเลย ตีสี่ออนเซ็นเปิดพอดีเลย ไปสิครับรออะไร

ได้อาบน้ำคนแรกแถมอยู่ชั้นเจ็ดมองออกมาเห็นถูเข้าไฟฟูจิ ว้าวววววว ฟ้ายังไม่สว่างมากแต่พอมองเห็น รีบถ่ายรูปไว้เพราะ ตอนสายๆเมฆลงจะมองไม่เห็นแล้วเพราะเมฆมาก พักผ่อนทานอาหารแล้วก็ต้องเดินทางกลับโตเกียวไปพักอีกโรงแรมนึง เพื่อท่องเที่ยวในตัวเมืองบ้าง และต้องเอารถไปคืนภายในหกโมงเย็น หากเลยกำหนดจะคิดค่าเช่าเป็นร้าน รายชั่วโมงครับ


เดินทางกลับทางเดิมมีจีพีเอสติดรถยนต์ให้ เพียงเราใส่เบอร์โทรศัพท์ของจุดหมายปลายทางที่เราต้องการก็จะนำทางให้เลย ง่ายมากๆเลยครับ แต่ถึงอย่างงั้นผมก็หลงทางไปหลายรอบ5555 เพราะขนาดบ้านเราเองเมืองไทยยังหลงเลย จะเอาอะไรกับญี่ปุ่นที่เพิ่งจะเคยไปครั้งแรกละครับ กว่าจะเอารถไปคืนก็โดนปรับไปตามระเบียบ ลืมบอกไปครับ เวลาเราขึ้นทางด่วนทางร้านเช่าจะตัดเงินให้เรา เราจะต้องไปเคลียค่าใช้จ่ายตอนส่งรถคืน พร้อมน้ำมันเต็มถัง รวมไปผมหมดไปเกือบหมื่นเย็น ปาดเหงื่อยเลย แต่สนุกครับ ประสบการณ์ขับรถต่างประเทศครั้งแรก


หลังจากคืนรถแล้วเราต้องใช้ตั๋วรถไฟแล้วละ เพราะเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด

บัตรนี้ผมใช้แบบสามวันไม่จำกัดครั้งเหมาะสำหรับคนชอบหลงทางอย่างผม แต่ใช้ได้เฉพาะสาย ถ้าจะไปสายอื่นต้องซื้อเพิ่มเอา รวมๆแล้วสะดวกดีครับ โรงแรมที่ผมพักอยู่ อยู่แถวๆ Ueno ชื่อโรงแรม my stay hotel มั้ง ถ้าจำไม่ผิด ต้องเลือกแบบใกล้สถานีรถไฟฟ้า เพื่อความสะดวก

เป็นเมืองหลวงที่รถน้อยมาก ถ้าเทียบกับบ้านเรา ร้านสะดวกซื้อก็จะเป็น Lawson 108shop ซะมากกว่า และก็family mart ในตัวเมืองที่ส่วนใหญ่นอกจากที่shopping ก็จะเป็นวัดนั่นเหลาะที่จะไปท่องเที่ยวได้

วัดอาซากุซะ โตเกียว วัดดังที่ใครมาโตเกียวก็ต้องมาให้ได้ ต้องมาถ่ายรูปกับโคมไฟ อันใหญ่ๆนี้ ภายในวัดก็มีตู้บริจาคและก็ป้ายไม้ขอพร แล้วก็จุดธูป มีเสี่ยงเซียมซีด้วยนะ 100เยนเอง ขึ้นรถไฟฟ้าไปถึงเลย ผมเข้าไปก็ไหว้พระขอพร หย่อนเงินบริจาค ซื้อเครื่องราง ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แล้วก็เดินทางกลับ ใครชอบทำบุญ ขอพรแนะนำครับ แต่ใครไม่ใช่แนวนี้ ก็ไปช๊อปปิ้งดีกว่า

ด้านหน้าวัดก็มีของขายเป็นของฝากจุกจิก ใครชอบแบบไหนก็เลือกหาเอาได้ มีทั้งของเล่น ชุดญี่ปุ่น ตุ๊กตา ของมงคล เยอะครับ อธิบายไม่หมด เลือกซื้อเลือกหาเอากลับกันได้ ของกินก็มี ส่วนใหญ่เป็นขนม และก็ไอติม

ข้างทางมีภาพวาดเกี่ยวกับกิจกรรมในวัด ความเชื่อต่างๆ สไตล์ญี่ปุ่นสวยดีครับไปถ่ายรูปเก็บไว้ได้

ศาลเจ้าเมจิ ซาลเจ้าใหญ่ใจกลางโตเกียว ใกล้ๆแหล่งท่องเที่ยวฮาราจุกุ ต้นไม้ใหญ่มากเขียวชะอุ่มตลอดสองข้างทาง เดินเข้าไปเหมือนเดินเข้าไปอีกโลกนึงเลย ต่างจากข้างนอกที่เป็นเมืองวุ่นวาย ก่อนถึงวัดมีร้านอาหารราเม็งขายด้วย มีกาแฟ และร้านของฝากดักก่อนถึงวัดอีก ก็เสียเงินกันไปไม่ใช่น้อย

ไปถึงหน้าวัดก็ต้องล้างมือขอพรกันหน่อยตามสไตล์พี่ยุ่นเค้า สังเกตุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะมาก แวะมาถ่ายรูป ชมวัดน่าจะเพราะว่ามาง่ายใกล้สถานีรถไฟ ในวัดก็เหมือนวัดญี่ปุ่นทั่วไป มีกล่องบริจาคมีแผ่นป้ายสำหรับเขียนคำขอพร มีเครื่องรางนำโชค แต่สงบครับ ไม่เสียงดังวุ่นวายเหมือนวัดบ้านเรา ไม่มีของเร่ขายตามทางเดินวัด ไม่มีขยะเต็มพื้นที่

บรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การถ่ายรูปหมู เอ้ย.!!รูปหมู่ เขียนขอพรมีทั้งแบบไม่เสียเงินและก็เสียเงินครับ ไม่เสียเงินก็เขียนใส่กระดาษแล้วใส่ซองหย่อนลงในตู้ก็เรียบร้อย ถ้าอยากเสียเงินต้องไปซื้อป้ายไม้มาเขียนประมาณ500เย็นมั้ง คนไทยเขียนเยอะครับแอบไปอ่านมาอิอิ ส่วนใหญ่ก็ขอให้สอบผ่านหรือไม่ก็สุขภาพแข็งแรง


แถวๆนี้เป็นย่านฮาราจุกุอยู่แล้ว เดินออกมานิดนึงก็ถึง ฮาราจุกุเป็นย่านที่กว้างมาก เดินได้ทั้งวันเด็กๆแต่งตัวจัดเต็ม ของขายก็มีเยอะครับ ของใช้ แฟชั่น รองเท้า เครื่องสำอาง นึกถึงสยามบ้านเราได้เลย


มาแล้วก็อย่าลืมของหวานอย่างเครปญี่ปุ่นเย็นๆ ผมจำราคาไม่ได้ละ แต่อร่อยมากๆเลย รสชาติก็ไม่ต่างจากบ้านเรามากครับคล้ายกัน

ตอนเย็นฝนตกนิดหน่อย คนญี่ปุ่นถ้าเขาไม่ได้พกร่มมาเขาจะซื้อร่มแบบใช้แล้วทิ้งครับ ราคา150-200 เย็นโดยประมาณ แบบใสๆผมเองยืมร่มจากโรงแรมมาเลยไม่ได้ใช้

เดินทางกลับโรงแรมด้วยรถไฟใต้ดินครับสะดวกดี ใช้ตั๋วใบเดิมใช้กี่ครั้งก็ได้ ใช้ได้3วัน อย่าไปโบกtaxiละ ไม่ใช่ไม่ดีแต่ราคามันจะแพงมากๆตะหากละครับ เดี๊ยวจะหาว่าไม่เตือน วันต่อมามีโปรแกรมเดียวครับไป โตเกียวดีสนี่แลนด์ โชคร้ายคือฝนตกตั้งแต่เช้าเลย เดินทางลำบาคมากตั้งกะออกจากโรงแรมวันนี้ต้องพกร่มกันทุกคนครับไม่ไหนๆวันนี้ต้องซื้อตั๋วเพิ่มเฉพาะเลย ตรงไปโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์อย่างเดียวเลย

ทุกคนมาถึงก็รีบวิ่งไปหลบฝนกันเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่ฝนอย่างเดียว มีลมด้วย อย่างแรงเลย ร่มพังไปหลายคนเลย

ขนาดฝนตกคนยังเยอะเลยครับ ฝนตกไม่กลัวกลัวมาแล้วไม่ได้เล่นเครื่องเล่นมากกว่า เอาจริงๆฝนตกมีข้อดีเหมือนกันคือ คนมาน้อยครับเราจะได้เล่นเครื่งเล่นเร็วขึ้น ผมจำได้ว่าตอนไปฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ ได้เล่นแค่5 เครื่องเล่นเอง แต่มาที่นี้ได้เล่น8 เครื่องเล่นเนอะ เพราะฝนตกคนเลยถอดใจไม่มาทำให้คิวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่คนก็ยังเยอะอยู่เพราะว่ามีทัศนศึกษาจากน้องมัทยมของญี่ปุ่นเค้ามา เลยเล่นเครื่องเล่นต่อน้องๆเค้า 5555

แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือขบวนคานิวอลหรือขขวนแห่การ์ตูนดิสนี่ย์ ที่เป็นไฮไลต์ของงานนี้เลย แต่ขบวนต้องเลื่อนออกไปเพราะว่าฝนตก แต่ก็มาครับ สวยงามสมกับที่รอคอย

ทั้งวันจะมีแค่2ครั้งคือช่วงกลางวันกับช่วงกลางคืน กลางคืนจะเป็นขบวนแสงไฟ นึกถึงงานแห่ไหลเรือไฟบ้านเราก็ได้ ประมาณนั้น แต่เพียงแค่เป็นรถแห่บนถนนเท่านั้นเอง55 ของฝากจาก โตเกียว ดิสนีย์แลนด์ มีทุกมุมทุกโซนที่ไปเที่ยวเลยครับ แนะนำให้ซื้อเลย เพราะว่าพื้นที่มันกว้างมาก เดินกลับมาไม่ไหวแน่ หรือจะไปซื้อเอาทางออกก็ได้ แค่ของก็จะทั่วๆไปนะถ้าอยากได้แบบเอกลักษณ์เฉพาะโซนต้องซื้อโซนไหนโซนนั้น เรียกได้ว่ามีหมื่นหมดหมื่น มีแสนหมดแสนกันเลยทีเดียวสำหรับของฝาก

วันสุดท้ายของการเดินทางเราไปเก็บของฝากจากญี่ปุ่นกันที่ ตลาดอาแมะโยโกะ ตลาดสดของญี่ปุ่นที่มีทั้งของสดของแห้ง เทียบกับบ้านเราก็ประมาณตลาดอตก ละมั้ง ที่นี้มีเครื่องสำอางราคาส่งและปรีกราคาถูกมากมาย ใครซื้อเกิน5300 เยนจะได้ยกเว้นภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวด้วยละ เอ้อ. เกือบลืมบอกไปอย่างบางร้านเขาไม่รับบัตรเครดิตนะครับ รับแต่เงินสด เพราะฉะนั้นถามก่อนดีกว่าเพราะหอบของไปแล้วไม่รับบัตรจะต้องแบกกลับไปคืนที่เดิมอีก5555

ด้านในมีร้านอาหารให้เลือกมากมาย อาหารเขาจะเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาจีน เกาหลี ภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายความว่า เราคือเป้าหมายทางการค้าของร้านอาหารญี่ปุ่นไงละ 5555 แหมอำนวยความสะดวกซะขนาดนี้ รสชาดผมว่าก็ไม่ต่างจากร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยมากนักนอกจากความรู้สึกว่า มันสดมากกกกก มันฟินกว่า เพราะเนื้อปลามันมาจากทะเล แล้วเอามาเล่ให้กินเลยไม่เหมือนบ้านเราต้องแช่แข็งไป ความฟินของรสชาดเนื้อปลามันคนละเรื่องเลย นอกนั้นไม่ต่างกันมาก(ฮา) โชยุรสชาดเหมือนกัน วาซาบิก็ด้วย

ท้ายสุดก่อนกลับ จริงๆอยากไปหลายที่แต่กลัวขึ้นเครื่องไม่ทันมันจะยุ่งเอา เลยไปจบที่พระราชวัง อิมพีเรียล ซึ่งจากถนนไปถึงประตูก็เดินขาลาก เข้าไปได้อีกนิดหน่อยใกล้ประสาทตรงสะพาน เขาก็ไม่ให้ขึ้นละ ผมเลยขอถ่ายภาพเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำแค่นั้นพอ อากาศเย็นกำลังดีแต่แดดแรงมากๆ ไม่ไหว ถอนกำลังด่วน(ฮา)

เสร็จจากเที่ยวที่นี้ก็กลับไปที่ โรงแรมเพื่อแพคของกลับเมืองไทย แนะนำว่าให้ซื้อน้ำหนักเพิ่มอย่างน้อย40 กิโลกรัมเลย เพราะถ้ามือหนักซื้อมาเยอะไม่ยอมโหลดไต้เครื่องระวังต้องหิ้วมือขึ้นเครื่อง อย่างมากก็ได้แค่คนละ7 กิโลกรัม อิรุงตุงนังซะเปล่าๆ

สรุป การท่องเที่ยวครั้งนี้ได้ว่า ได้ครบทุกรสชาด ทั้งหลงทาง ทั้งฝนตก ทั้งแบกของพลุงพลัง การเดินทางแบบไปเองไม่ง้อทัวร์ก็มีข้อดีคิอยืดหยุ่นครับ ชอบหรือติดใจอันไหนก็เที่ยวนานๆ อันไหนไม่ไหวก็ตัดออกได้ ไม่ต้องรอคนหมู่มากมากนัก ข้อเสียคือ กินไม่อิ่มไม่เต็มเหมือนที่ทัวร์เขาจัดให้ แบบฟิน ปู ปลาล้นโต๊ะ อย่างที่ทัวร์ชอบโชว์กัน แต่ผมชอบแบบมาเองครับมันตื่นเต้นและลุ้นดี ถามทางก็ภาษาอังกฤษปนภาษามือ บวกภาษาญี่ปุ่นแบบมั่วๆเอาจองผมก็เที่ยวได้สบาย


Tag