top logo

บทความ

ภาพประกอบ : thebookof


จองตั๋วกลับบ้านด่วน

อยากจองตั๋วรถทัวส์กลับบ้านไหม รีบเลยก่อนตั๋วเต็ม คลิ๊กเลือกด้านล่าง จ่ายที่7-11 ได้!!

เพียงเลือกตัวเลือกการเดินรถ แล้วกด>>ENTERที่คีย์บอร์ดของคุณ หรือคลิ๊กที่ปุ่ม "ค้นหาเที่ยวรถ"

ชีวิตสมัยนี้มันต้องป๊อป ถ่ายรูปเซลฟียังไงให้ปัง

Post by Admin , writed by Admin, April 3, 2021.
thailand socail


หลายๆคนฝันอยากมีธุรกิจเกี่ยวกับการทำอาหาร แต่ไม่รู้ว่าจะเร่ิมต้นอย่างไร และอะไรต้องควบคุมให้เหมาะสมบ้าง สิ่งแรกที่อยากจะบอกคือการควบคุมต้นทุน เพราะต้นทุนคือหัวใจหลักของธุรกิจไม่ว่าธุรกิจนั้นจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตาม  


การบริหารจัดการไม่ได้มีแต่ต้นทุนทางบริหารจัดการเท่านั้น ต้นทุนเกี่ยววัตถุดิบก็เป็นส่ิงสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา รวมถึงค่าแรงพนักงานด้วย


ของต่างๆ มีราคาขึ้นในทุกๆปี รวมถึงค่าแรง ค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะถ้ามันไม่เพิ่มสูงขึ้นให้เพียงพอต่ออัตราค่าเงินเฟ้อ ก็เหมือนทำงานแล้วเงินเดือนลดลงทุกปี (ว่าไหม)




ถ้าหากเราไม่มีการวางแผนในการควบคุมต้นทุนไว้ ตั้งแต่แรก ร้านอาหารของเราก็มีสิทธิเจ๊ง ดังนั้นการควบคุมต้นทุนจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำการศึกษาเป็นอย่างมากหากใครต้องการจะเริ่มกิจการร้านอาหาร


ต้นทุนวัตถุดิบ (cost of good sold) ต้นทุนว้ตถุดิบคือ ค่าใช้จ่ายจริงที่เราต้องเสียไปกับการซื้อวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตที่สุดและมีความสำคัญที่สุดเช่นกัน ร้านจะรอดหรือไม่รอดก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนส่วนนี้ หากควบคุมไม่ดี ต่อให้ขายดี เพียงใด ร้านก็เจ๊ง อย่างที่เคยมีคนพูดว่า ร้านขายดีจนเจ๊งไปเลย ยังไงละ

หากเป็นร้านค้าทั่วไปต้นทุนว้ตถุดิบนั้นปกติไม่ควรเกิน 30-35% ของยอดขาย แต่หากคุณเป็นธุรกิจร้านข้าวแกงที่ขายราคาไม่แพง ต้นทุนอาจจะมากถึง 40-50% เลยทีเดียว


ส่วนร้านที่ขายอาหารเป็นแบบ บุฟเฟ่ต์ เช่น ร้านหมุกระทะ ราคาอาจวิ่งไปถึง 50-60%


ต้นทุนค่าแรงงาน (labor cost) ต้นทุนค้าแรงเป็นสิ่งที่หลีเลี่ยงไม่ได้ หากคุณเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ แต่หากคุณเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวริมทาง อย่างน้อยคุณก็ต้องมีคนเสริฟอาหาร เด็กล้างจานเหลาะ จริงไหม ต้นทุนค่าแรงถือเป็นรายจ่ายอันดับสอง รองลงมาจากราคาต้นทุนค่าวัตถุดิบ ต้นทุนตัวนี้ไม่ได้มีแต่ค่าแรงพนักงานเท่านั้นแต่รวมถึง ลูกจ้างไม่ประจำอื่นๆอีกด้วย ร้านอาหารใหญ่ๆ จำเป็นต้องคำนวณในส่วนค่าโอที ค่าบริการ ค่าประกันสังคม และสวัสดิการต่างๆ โดยปกติแล้วไม่ควรเกิน 15-20% ของยอดขาย ในส่วนนี้มีข้อดี คือถ้าเรายิ่งขายได้มากเท่าไรโอกาสที่จะลด labor cost ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น


ค่าต้นทุนค่าเช่า (Occupancy cost) ต้นทุนค่าเช่านี้ไม่ได้หมายถึงแค่ ค่าเช่าที่เราจ่ายอยู่รายเดือน แค่เราต้องคำนวณค่าภาษีโรงเรือนและค่าประกันภัย ที่คุณจะต้องจ่ายทุกๆ เดือนอีกด้วย ซึ่งปกติต้นทุนค่าเช่านี้ควรอยู่ที่ 15-20% ของยอดขาย แต่หากว่าใครที่มีร้านที่ไม่ต้องเช่น แต่เป็นร้านของตนเองเลย ก็จะดีมาก แต่บ้านเรือนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในทำเลที่ขายได้ จำเป็นจะต้องทำการเช่าก็ต้องคำนึงถึงจุดนี้ให้ดี โดยต้นทุนในส่วนเฉพาะค่าเช่าพื้นที่เอง นั้นส่วนใหญ่ เป็นแบบคงที่ (fixed rate ) จะอยู่ที่ประมาณ 10-15% ของรายได้ นั้นหมายถึงหากค่าเช่าเราอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาท เราควรขายของให้ได้ประมาณ 8 แสนบาท ถึงหนึ่งล้านบาทต่อเดือน ถึงจะถือว่าค่าเช่านั้นไม่สูงจนเกินไป


ค่าต้นทุนค่าสาธรณูปโภค (Utility cost) ค่าใช้จ่ายส่วนนี้หมายถึง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊สหุงต้ม ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ของทางร้าน คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป แต่อย่างทิ้งขว้าง หรืไม่ใส่ใจ เพราะส่วนนี้เป็นส่วนที่สามารถประหยัดได้มาก โดยต้นทุนส่วนนี้ต้องไม่เกิน 1-5 % ของยอดขาย หากคุณเป็นร้านชาบู ร้านปิ้งย่าง ที่จำเป็นต้องใช้ไฟเยอะ โอกาสที่ต้นทุนตรงนี้จะสูงขึ้นกว่าร้านประเภทอื่นๆ ก็มีมาก


ค่าต้นทุนทางการตลาด (Marketing cost) ร้านอาหารส่วนมากไม่ค่อยเผื่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอาไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วส่วนนี้ก็ถือเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะหากราไม่ทำการตลาดเลย ลูกค้าก็ไม่รู้จักเราด้วย ต้นทุกสำหรับการตลาดนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละร้าน ถ้าเป็นร้านอาหารทั่วไป อาจเก็บงบประมาณเอาไว้ที่ 2-5% ของยอดขาย แต่ถ้าร้านที่เราทำเป็นร้านที่เน้นเดลิเวอรี่นั้นอาจต้องเตรียมงบการตลาดเอาไว้มากกว่าคนอื่น และอาจมากถึง 10-15%


ค่าต้นทุนค่าบริการ(general & administration cost) หากร้านเรามีผู้จัดการร้านอยู่แล้ว แล้วตัวเราเองอยู่ในฐานะเจ้าของร้านเพียงคนเดียว การเอาเงินเดือนของหุ้นส่วนละตัวเราเองไปอยู่ในต้นทุนแรงงาน อาจทำให้ต้นทุนตัวนี้บวม และจะทำให้เราไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ต้นทุนค่าแรงสูงหรือว่าต่ำ เราจำเป็นจะต้องเอาต้นทุนก้อนนี้มาอยู่ในส่วนของต้นทุนบริหาร นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายประเภทพนักงานแอดมิน ค่าจ้างสำนักงานบัญชี ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวกับร้านโดยตรง ก็สามารถเอามาใส่ในต้นทุนส่วนนี้ได้ ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ควรอยู่ที่ 1-5%ของยอดขาย


ค่าต้นทุนอื่นๆ (miscellaneous) ต้นทุนอื่นๆ ที่จะเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่มาก อาจเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดเป็นครั้งคราว หรือค่าใช้จ่ายที่เสียไปเป็นรายเดือน เช่นค่าอุปกรณ์ ค่าซ่อมเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ค่าล้างแอร์ ค่าเดินทาง ค่ากระดาษทิชชู่ ค่าบริการ POS และค่าจิปาถะอื่นๆ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ควรเกิน 5% ของยอดขาย ส่วนกำไรควรอยู่ที่ 15-20% ของยอดขาย(ก่อนหักภาษี) ซึ่งหากเราถือกำไรได้ประมาณเท่านี้ถือว่าดีมาก ยิ่งมาก ยิ่งดี แต่หากเรามีกำไรน้อยกว่า 15% ควรรีบกลับไปดูว่าต้นทุนส่วนไหนที่เกินมา และรีบไปแก้ไข หากไม่รีบแก้ไข ร้านเราอาจจะอยู่ได้ไม่นาน



Tag