top logo

บทความ

ภาพประกอบ : thebookof


ผู้พันแซนเดอร์ส ความสำเร็จบนกองความล่มเหลว ของราชาไก่ทอด KFC

Post by Admin , writed by Admin,April 24, 2020.
thailand socail

สำหรับตัวผมเองแล้ว เป็นคนที่ชอบกินไก่ทอดเป็นชีวิตจิตรใจเลยก็ว่าได้ ไปห้างต่างๆทีไร เป็นต้องแวะเข้าไปทานให้ได้สิน่า ให้ตายเถอะ และไก่ทอดอันเลื่องชื่อที่เราเข้าไปนั่งรับประทานกัน คงหนีไม่พ้น ไก่ทอด KFC หรือเราเรียกกันติดปากว่า KFC นั้นเหลาะ ลูกเล็กเด็กแดงหน้าไหนก็หนีไม่พ้นต้องไปทานกันให้ได้ ยากดีมีจน ก็ทานเหมือนกันหมด คงเป็นเพราะรสชาดที่ถูกในผู้บริโภค และสูตรเด็ด ที่เกินห้ามใจ ทำให้เราหลงรัก ร้านไก่ทอดร้านนี้ แม้ปัจจุบันจะมีคนเข้ามาช่วงชิง ตลาดไก่ทอด อย่างไก่ทอด เกาหลี ทีคงรสชาด เผ็ดร้อนเอาใจชาวเอเชียอย่างเราๆ เข้ามาตีตลาด แต่ไก่ KCF ก็ยังยืนหนึ่งได้


ผู้พันแซนเดอร์ส สมัยหนุ่มๆ

วันนี้ผมไม่ได้มาขายไก่ทอดหรือมาอวยร้านไก่ KFC แต่อย่างใด แต่วันนี้ผมจะมาเราเรื่องราวความเป็นมาของผู้ก่อตั้ง ร้านไก่ แถบแคนทักกี้ ในสหรัฐอเมริกา ใช่แล้วครับ เค้าคือ คุณลุงแคนทักกี้ ล้อเล่นครับ เค้าคือคุณลุงแซนเดอสิ หรือผู้พันแซนเดอสิ นั่นเอง


พันเอกฮาร์แลนด์ เดวิด แซนเดอส์ หรือ ผู้พันแซนเดอส์ เกิดวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.1890 ที่เฮนรีวิล รัฐอินดีแอนา สหรัฐอเมริกา


ผู้ก่อตั้งร้านไก่ทอด แคนทักกี้ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาเป็นลูกชายคนโตจากลูกทั้ง 3 คนของ วิลเบอร์ เดวิด แซนเดอส์ กับ มาร์กาเร็ท แอน แซนเดอส์ พ่อของแซนเดอส์ได้เสียชีวิตลงตั้งแต่เขาอายุเพียง 5 ขวบ แซนเดอส์ได้อาศัยอยู่กับแม่มาโดยตลอดและได้เรียนรู้วิธีทำอาหารจากแม่ที่ต้องทำอาหารเลี้ยงน้องๆของเขา (ก็อะนะ พี่ชายคนโตต้องเลี้ยงน้องยั้วเยี้ย )เด็กชายแซนเดอส์มีฝีมือด้านการทำอาหารมาก เขาสามารถชนะเลิศการประกวดทำอาหารประจำหมู่บ้านเมื่อมีอายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น ถ้าเป็นสมัยนี้เขาคงกลายเป็น มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์ไปแล้ว แต่น่าเสียดายนอกจากาความสามารถในการทำอาหารแล้ว นอกนั้นเข้าขั้นห่วย การเรียนของเขาย่ำแย่มาก และต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน และเรียนไม่จบ


ด้วยเพราะเหตุเรียนไม่จบนี้เหลาะทำให้เด็กชายแซนเดอส์ต้องออกมาหางานทำช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ ด้วยอายุเพียง 10 ขวบ ต่อมาไม่นาน แม่เขาก็แต่งงานใหม่ เหมือนเป็นเวรเป็นกรรม พ่อเลี้ยงของเขาทุบตีและทำร้ายร่างกายเขาอย่างหนัก เขาจึงหนีออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับลุงที่ เมือง อัลบานี ทำงานที่ฟาร์มในหมู่บ้านเฮนรี วิลล์ เด็กชายแซนเดอส์ต้องทำงานหนัก เรียกได้ว่าบ้านเราคือ รับจ้างทั่วไป เขาทำงานในฟาร์มใกล้บ้าน ได้ค่าแรงวันละ 2 ดอลลาร์ โตมาหน่อย ก็ทำงานขายประกันบ้าง เป็นพนักงานดับเพลิงบ้าง ขายยาง แม้แต่ไปฝึกงานในศาล ล้มลุกคลุกคลานนอนกินฝุ่นจนอายุ 16 ปี ก็ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงได้ปลอมเอกสารการเกิด เพื่อให้ตัวเองสามารถสมัครเข้าไปเป็นทหาร และได้ไปทำงานเป็นทหารที่คิวบา ด้วยนิสัยเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ ทำอะไรไม่ได้เรื่อง ทำให้ครูฝึกทนไม่ไหว ตะเพิดเขาออกจากการเป็นทหาร


จากที่เคยไปฝึกงานในศาลเมื่อยังเด็ก ทำให้ แชนเดอสิลองสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย ด้วยความสามารถที่ไม่ได้เรื่องเป็นทุนเดิม เขาจึงถูกปฎิเสธ และแตะฝุ่นอยู่นานถึงสี่เดือน เขากำหมัดแน่น บอกกับตัวเองว่า จะขอไปตายเอาด่านหน้า หอบกระเป๋าแล้วเดินทางไปเมือง Sheffield รัฐ Alabama ซึ่งขอไปพักอยู่กับลุง พร้อมกับน้องชายของเขาที่หนีพ่อเลี้ยงใจร้ายมาเช่นกัน แชนเดอส์กลับไปทำงานอีกครั้ง แต่ก็ล้มเหลวเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นงานคนขับรถไฟ พนักงานขายประกัน พนักงานดับเพลิง หรือชาวนาชาวไร่ ก็ไปไม่รอด เขาตกงานติดต่อกันถึงสี่ครั้ง


พออายุ18 ปี เขาก็แต่งงาน แต่ชีวิตแต่งงานก็ลุ่มๆดอนๆ ไปแทบไม่รอด เขาแต่งงานกับแต่งงานกับโจเซฟีน คิง (Josephine King) ในปี ค.ศ.1908 หวังว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยไปสมัครงานทำงานกับนายจ้าง อนิจจา เนื่องจากเขาเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่นานก็ถูกนายจ้างไล่ออกเพราะทำงานนอกเหนือคำสั่ง แถมภรรยา ก็ทิ้งไปอีก ที่ช้ำใจที่สุดคือ แม่คุณเธอดันยกเอาเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ภายในบ้านไปให้คนอื่นซะได้ ตามท้องเรื่อง คุณเธอก็หอบลูกไปอยู่กับพ่อแม่ แถมน้องเมียยังเขียนจดหมายมาด่า ว่า เธอไม่สมควรที่จะแต่งงานกับคนไม่ดีอย่างคุณ คนไม่มีงานทำ แซนเดอส์มีบุตรชายหนึ่งคนชื่อฮาร์แลนด์ (Harland, Jr) เช่นกัน ซึ่งได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก แต่โชคยังเข้าข้างท้ายที่สุด แซนเดอร์ก็ได้มาคืนดีกับภรรยาและมีลูกสาวด้วยกันอีกสองคน คือ Margaret Sanders และ Mildred Sanders Ruggles


สองปีต่อมา ภรรยาทนไม่ได้ หนีแซนเดอส์ไปอีก (รอบสองแล้ว) เพราะทนความไม่เอาถ่านของแซนเดอส์ไม่ได้ แซนเดอร์หนุ่ม กุมขมับ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือทำอาหาร เขาจึงไปสมัครทำงานเป็นพ่อครัวที่ร้านกาแฟเล็กๆ และแถมทำแหน่งคนล้างจานไปด้วย มันไม่ใช่ชีวิตที่ดีอะไร แต่ก็ดีกว่าไม่มีงานทำ ไม่มีอะไรกิน เขาได้อ้อนวอนภรรยาให้กลับมาหาเขาอีกครั้งหลังจากได้งานแล้ว แต่ภรรยาปฎิเสธ เธอให้เหตุผลว่า สถานะของเขายังไม่ดีพอที่จะเลี้ยงลูกสาว เมื่อง้อไม่สำเร็จและคิดถึงลูกสาวมาก แซนเดอส์จึงตัดสินใจไปลักพาตัวลูกสาวเสียเลย (ตายแล้ว ลุงงงงงง) โชคดีในความโชคร้ายหรืออย่างไรไม่ทราบ เขาเอาเวลาว่างไปวางแผนลักพาตัวลูกสาวตัวเอง ดักรอลูกสาวตอนมาเล่นที่หน้าบ้าน ถ้าลูกสาวออกมาเล่นแล้วละก็เขาจะจับตัวแล้วหนีไปด้วยกันให้ได้เชียว แต่จนแล้วจนรอด ลูกสาวเขาก็ไม่ได้ออกมาเล่นที่หน้าบ้าน แม้แต่งานโจรกรรมลูกสาวเขายังทำไม่สำเร็จ ช่างเป็นคนที่ล้มเหลวเสียนี้กระไร


แต่ปฎิหาริย์มีจริง ในที่สุดเขาก็โน้มน้าวภรรยาให้มาอยู่ด้วยกันได้โดยภรรยาและแซนเดอส์ได้ทำงานอยู่ที่ร้านกาแฟแห่งนั้นด้วยกัน การได้อยู่ด้วยกันทั้งครอบครัวทำให้เขามีความสุขมาก เขาทำงานอยู่ที่นั้นจนเกษียณ จบบริบูรณ์ ..ซะที่ไหนละ



หลายๆคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็อาจจะงง เฮ้ย ไหนละไก่ทอด เล่ามาตั้งนานยังไม่มีไก่ทอดเลย บางคนอาจจะคิดว่าพอเราเกษียณ แล้วความทะเยอทะยาน ก็จะหมดไป คล้ายๆว่าหมดไฟ พออายุขนาดนี้แล้วหลายคนคงไปปลูกกล้วยไม้ เพราะมะม่วงหินมพานต์ขาย แต่ไม่ใช่กับลุงแซนเดอร์แน่


หลังจากใช้ชีวิตแสนจะรันทดปนธรรมดาสามัญของคนไม่ได้เรื่องได้ราวมาเกือบค่อนชีวิตแล้ว หลังจากเกษียณอายุ เขาก็ได้รับเงินบำเน็ญมาก้อนหนึ่ง จากประกันสังคม เป็นจำนวนเงิน 105 ดอลลาร์ เหมือนจะบอกเขากลายๆว่า กลับไปนอนพักที่บ้านเถอะลุง แล้วให้รัฐดูแลเอง เงินก้อนนี้ทำให้เขาหวนคิดได้ว่า จะมารอให้รัฐบาลดูแลไม่ได้ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน อารมณ์เหมือนคนวัยทองขี้น้อยใจ พยายามทำงานมาทั้งชีวิต ได้เงินแค่นี้ เขาถึงกับคิดสั้นจะฆ่าตัวตาย


เขากลับไปที่บ้าน เอากระดาษและดินสอมากะว่าจะเขียนพินัยกรรม ที่สวนหลังบ้าน ไปๆ มา ก่อนจะตาย ขอเขียนก่อนนะว่า สิ่งที่ฉันอยากทำก่อนตายมีอะไรบ้างนะ (เหมือนคนเตรียมตัวจะตายก็จะทำสิ่งที่อยากทำก่อนตาย ตายไปจะได้ไม่เสียใจอะไรประมาณนั้น) เขียนไปเขียนมา อ้าว เพียบเลยนี้หว่า กระดาษไม่พอเขียน เขาจึงพบว่า เขาทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยซักอย่าง ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน สิ่งที่เขาพอจะทำได้มีอยู่เรื่องเดียว การทำอาหาร เขาลุกขึ้นแล้วพูดในใจ เอาวะ ลองดูซักตั้ง ก่อนตายของทำอะไรเป็นเกียรติให้ตัวเองบ้างเถอะ

|

ว่าแล้วลุงแซนเดอส์ก็รีบไปที่ธนาคารในตัวเมืองและถอนเงินมา 87 ดอลล่าร์ จากเงินประกันสังคม แล้วเขาก็ซื้อกล่อง และไก่จำนวนหนึ่งกลับไปทำสูตรลับที่เขาคิดค้นขึ้นมา จากประสพการณ์ทำงานหลายปี แล้วเขาก็นำไปทอดไปขายตามบ้านต่างๆ ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ในที่สุดมีคนติดใจ และได้เงินมาจำนวนหนึ่งมาเปิดร้านอาหารไก่ทอดเป็นของตนเอง


ต่อมาในปี ค.ศ. 1930 แซนเดอส์เปิดปั้มน้ำมันที่เมืองคอร์บิน ในรัฐเคนตั๊กกี้ (Corbin, Kentucky) ที่นี่เขาได้ทำไก่ทอดขาย และมีอาหารจานอื่นๆ เช่น มีแฮมแบบพื้นบ้าน (country ham) , สเต๊ก (steaks) ไว้บริการ เขาทำเป็นภัตตาคารเล็กๆไว้บริการลูกค้า และที่นี่ก็เป็นที่พักของเขาไปด้วย แต่ที่นี่เขาได้เริ่มมีกิติศัพท์ในฝีมือทำอาหารในระดับท้องถิ่น ในที่สุดเขาได้ขยับขยายมาเปิดร้านอาหารในโรงแรมคนเดินทาง (Motel) ขนาดมีขนาด 140 ที่นั่ง และที่นี่ที่เขาได้เริ่มประสบความสำเร็จในกิจการร้านอาหาร ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจนแซนเดอส์ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าการรัฐเคนทักกีให้เป็นถึง พันเอก ฮาร์แลนด์ เดวิด แซนเดอส์ ในปี ค.ศ. 1935


ค.ศ. 1939 นักวิจารณ์อาหารดันแคนไฮนส์ (Duncan Hines) ได้เยี่ยมร้านอาหารของแซนเดอร์ส แล้วประทับใจมาก โดยได้เขียนให้เกียรติร้านนี้ว่าเป็น ร้านที่น่ามาท่องเที่ยวชิมอาหาร โดยข้อเขียนนี้ได้เผยแพร่ไปทั่วประเทศสหรัฐ ในขณะที่ความสำเร็จของเขาขยายวงไปเรื่อยๆ แซนเดอร์สได้มีบทบาทด้านสังคมมากขึ้น เขาได้เข้าร่วมสมาคมโรตารี่ (Rotary Club),สภาหอการค้า (Chamber of commerce), และสมาคม Freemasons


พอเขาเริ่มมีชื่อเสียง เขาก็ได้หย่าขาดกับภรรยาเดิม คุณนายโจเซฟิน (อ้าว ทำไม่ลุงทำอย่างงี้ ) และได้แต่งงานกับเลขานุการ คลอเดีย (Claudia) และเขาได้รับตำแหน่ง ผู้พันแห่งเคนตั๊กกี้อีกครั้งจากเพื่อนของเขา คือ ผู้ว่าการรัฐ ลอเรนซ์ เวเธอร์บี้ (Governor Lawrence Wetherby)


ในปีค.ศ. 1950 ลุงแซนเดอส์มาคิดได้ว่า ไม่มีมาสคอร์ด หรือ ตัวขายของร้านเราเลย ทำอย่างไรดี จะให้ผู้คนจดจำ เขาจึงไว้เคราแพะ แล้วย้อมหนวดและเคราเป็นสีขาว และผูกไทร์แบบเป็นเส้น (String tie) เขาไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณะในรูปแบบการแต่งกายอื่นๆ ช่วง 20 ปีหลังของชีวิตเขา โดยในช่วงฤดูหนาว เขาใส่ชุดผ้าขนสัตว์หนา และในฤดูร้อน เขาใส่เสื้อผ้าทำจากฝ้าย แต่ทั้งหมดเป็นแบบเดียวและมีสีขาว เขาย้อมหนวดและเคราเป็นสีขาว เข้ากับสีผมและเสื้อผ้า และนั่นเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนจำได้


ค.ศ. 1955 ในวัย 65 ปี ไก่ทอดเคนตั๊กกี้ได้ก่อตัวขึ้นในรูปบริษัท เป็นครั้งแรก ผู้พันแซนเดอส์พบว่าร้านของเขาเริ่มประสพปัญหาใหญ่ เนื่องจากเกิดถนนสายระหว่างรัฐที่ 75 (Interstate 75) ทำให้คนไม่เดินทางผ่านถนนท้องถิ่นเดิมมาที่ร้านของเขา เมื่อเกิดวิกฤติ มีคนมากินอาหารน้อยลง เขาได้ใช้เงินจากเงินสวัสดิการเกษียณอายุ (Social Security check) ที่เหลือ เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายการเดินทางไปเยี่ยมผู้ซื้อแฟรนไชส์ของเขา และนี่อาจเป็นข้อดีที่ทำให้เขาหันมาทำกิจการแฟรนไชส์เครือข่ายร้านอาหารอย่างจริงจัง แม้วัยของเขาจะเข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว


ค.ศ.1964 ผู้พันแซนเดอร์สได้ขายกิจการ ไก่ทอดเคนตั๊กกี้ให้แก่ กลุ่มนักลงทุนมืออาชีพที่มี Jack Massey และ John Y. Brown Jr. เป็นแกนนำ


ค.ศ. 1978 เพื่อรักษาไก่ทอดเคนตั๊กกี้ ให้คงคุณภาพและรสชาติแบบดั้งเดิม จึงมีการเปิดศูนย์ฝึกอบรมแห่งชาติของ KFC ขึ้นในปี 1978 โดยมีผู้พันแซนเดอร์สเป็น ผู้ตรวจสอบการรักษารสชาติ ของไก่ทอดเป็นหม้อแรก จาก พีท ฮาร์แมน ผู้ที่ได้แฟรนไชส์เป็นรายแรก


ค.ศ.1980 ผู้พันแซนเดอส์ก็ถึงแก่กรรมท่านอายุได้ 90 ปี แพทย์ได้ตรวจพบว่าแซนเดอส์ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคปอดบวม ร่างของท่านถูกนำไปตั้ง ณ ที่ทำการของเมืองหลวง มลรัฐเคนตั๊กกี้ และจากนั้นได้ถูกนำไปฝังที่สุสาน เดฟฮิลล์ เมืองหลุยวิลล์


อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เป็นอย่างไรบ้างครับ ชีวิตคนเราจะเริ่มต้นใหม่ตอนอายุเท่าไรก็ได้ ดูจากลุงแซนเดอส์เป็นตัวอย่าง ชีวิตเริ่มต้นใหม่ตอนอายุจวนเจียนจะลงโลงอยู่แล้ว พวกเราเองหากไม่ประสพผลสำเร็จก็อย่าเพิ่งท้อกันนะครับ ดูลุงเป็นตัวอย่าง อุปสรรคอะไรก็ตามที่ไม่ทำให้เราตาย มันจะเสริมความแข็งเกร่งให้เราได้เสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และอีกอย่าง สำหรับคนที่ยังหาความชอบ ความถนัดตัวเองไม่เจอ อย่าท้อครับ ลุงแซนเดอร์กว่าจะเจอ ปาเข้าไป 40 ปีเชียว ถ้ายังไม่ตายก็หากันต่อไปครับ สู้ๆ





บทความอื่นๆที่น่าสนใจ


Tag